สสร.50ค้านแก้รธน.หัวชนฝาอัดทำเพื่อตัวเอง


Pic_33003

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ส.ส.ร.50 ค้านแก้ รธน. ขู่ ส.ส. ส.ว.ที่ร่วมลงชื่ออาจเจอถอดถอน 2 เด้ง อัดพรรคการเมืองเสนอแก้เพื่อตัวเอง พร้อมออกแถลงการณ์คัดค้าน 6 ประเด็น ...

ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (14 ก.ย.) อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร. 50) จำนวน 10 คน นำโดย นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีต รองประธาน ส.ส.ร. 50 ได้ประชุมหารือถึงการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ประชุมได้วิพากษ์วิจารณ์ถึงผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และ ศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญของ ส.ส. ส.ว. โดยทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่า ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้ เพราะเนื้อหาที่เสนอแก้ไข เอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายการเมือง อาทิ การเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว การต่ออายุให้ ส.ว.สรรหา จาก 3 ปี เป็น 6 ปี การเข้าไปแทรกแซงข้าราชการประจำ โดยการสั่งการ แต่อ้างว่าช่วยเหลือประชาชน รวมถึงประเด็นให้ ส.ส. สามารถเข้าไปเป็นเลขารัฐมนตรีได้

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ส.ร. กล่าวว่า เคยได้รับเลือกจากวุฒิสภาให้ไปร่วมเป็นกรรมการสมานฉันท์ แต่เมื่อเข้าร่วมประชุมแล้วเห็นว่าเหมือนมีข้อสรุปแล้วว่าจะทำเพื่อฝ่ายการเมือง พรรคการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพิ่งใช้มา 2 ปี ผ่านการบังคับใช้เลือกตั้งแค่ครั้งเดียว ยังไม่เห็นจำเป็นต้องแก้ไข และตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 244 (3) กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ติดตาม ประมวลผล และจัดทำข้อเสนอแนะ ในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ และ ข้อพิจารณา เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญในกรณีที่เห็นว่าจำเป็น ซึ่งยังไม่ทราบว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมีการศึกษาประมวลผลหรือยัง ส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ไม่มีข้อบกพร่อง มีแต่นักการเมืองที่ปฏิบัติตามไม่ได้ จึงเสนอแก้ไขเพื่อตัวเอง ดังนั้นต้องติดตามว่าทำเพื่ออะไร หากพิสูจน์ได้ว่าการเคลื่อนไหวที่ทำกันอยู่นี้ เป็นการทำเพื่อตัวเอง ก็เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ต้องถูกถอดถอน แต่ ส.ว. ที่ร่วมลงชื่ออาจนึกว่าตัวเองคือ ผู้มีอำนาจถอดถอน แต่คงลืมนึกไปว่ายังมีช่องอื่นที่ยื่นได้อีกคือ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 275 เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยนำมาประกอบการพิจารณาร่วมกับมาตรา 122 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 เพื่อยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวนได้ ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์เองก็อ้างมาตรา 190 ซึ่งฟังไม่ขึ้น เพราะจะแก้ปัญหานี้ แค่ออกกฎหมายลูกขึ้นมาก็พอ ดังนั้น จะเห็นว่าทุกพรรคทำเพื่อประโยชน์ตัวเอง

ขณะที่ นายเสรี กล่าวเสริมว่า มองดูเนื้อหาที่เสนอแก้ไขแล้ว ไม่มีประเด็นใดที่ควรจะแก้ เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม มีแต่นักการเมืองได้ประโยชน์ หากใช้รัฐธรรมนูญแล้วพบว่ามีปัญหา ควรเจาะจงไปเฉพาะ องค์กรอิสระ หน่วยงาน สถาบันตามรัฐธรรมนูญ ว่าการทำหน้าที่มีการถ่วงดุล คานอำนาจอย่างแท้จริงหรือไม่ ขณะที่ผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ และ ญัตติที่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย ซ้ำร้ายยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมมากขึ้น สำหรับ ส.ส. ส.ว. ที่ร่วมลงชื่อ หากกระทำเข้าข่ายความผิด ตามมาตรา 122 แล้ว หากมีการยื่นตามช่องทางของ ป.ป.ช. และ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิด ส.ว.ที่ถูกชี้มูลจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ทันที ไม่สามารถโหวตลงมติช่วยตัวเองได้ ดังนั้น ที่เข้าใจว่าจำนวนเสียงที่จะลงมติถอดถอนคือ 3 ใน 5 ของจำนวน ส.ว. ที่เหลืออยู่นั้น คือ เหลือแต่ ส.ว. ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อเท่านั้น หาก ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อตระหนักถึงตรงจุดนี้ คงต้องหยุดคิดเหมือนกัน

จากนั้นที่ประชุมได้มีมติให้ทำหนังสือถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเร่งรัดขอทราบความชัดเจนภายใน 15 วัน ขณะเดียวกันได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมในนาม ชมรม ส.ส.ร. 50 เรื่อง ชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เร่งเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยมีเนื้อหาพอสรุปได้ว่า 1) การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อส่วนรวม โดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม คดีความที่อยู่ในศาล หลักนิติรัฐ เชื่อว่าหากรัฐธรรมนูญ 2550 ใช้บังคับไประยะหนึ่ง อย่างน้อย ก็น่าจะเท่ากับวาระการดำรงตำแหน่งเต็มของ ส.ส. หรือ ส.ว. สังคมจึงจะประเมินได้ถึงผลดี ผลเสีย อย่างชัดเจน ขณะนี้รัฐธรรมนูญ เพิ่งจะใช้บังคับมาเพียง 2 ปี กำลังทำงานอย่างเต็มที่ แต่ผลประโยชน์ที่ประชาชน พึงได้รับยังไม่บรรลุผลสมบูรณ์หลายมาตรา ยังไม่ถูกนำมาสู่การปฏิบัติ จึงไม่เป็นเงื่อนไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญโดยเร็ว 2) การยกเลิกมาตรา 237 วรรคสอง จะยิ่งทำให้การซื้อเสียงรุนแรงขึ้น โดยที่พรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคไม่มีความยำเกรง

3) การยกเลิกหรือแก้ไข มาตรา 265-266 จะเปิดโอกาสให้ฝ่ายนิติบัญญัติเข้าไปแทรกแซงข้าราชการประจำ ในการบริหารราชการแผ่นดิน เปิดโอกาสทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะคู่สมรส และบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สามารถเป็นหุ้นส่วน หรือ ถือครองหุ้นบริษัทธุรกิจต่อไปได้ อาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่เอื้อต่อผลประโยชน์ส่วนตัว เปิดช่องให้นักการเมืองเข้าไปดำรงตำแหน่ง หรือ แทรกแซงสั่งการหน่วยงานของรัฐ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว 4) การเปลี่ยนแปลงวิธีได้มา ซึ่ง ส.ว. โดยกลับไปใช้วิธีเลือกตั้งตามเดิม จะทำให้วุฒิสภากลับไปมีสภาพเป็นสภาทาส หรือสภาผัวเมียเหมือนเดิม 5) การแก้ไขมาตรา 190 ยังมีข้อถกเถียงว่ามีเหตุผลจำเป็นเพียงพอหรือไม่ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมิได้บังคับว่าทุกเรื่องจะต้องขออนุมัติจากรัฐสภา แต่ให้ออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนด จำแนก แยกแยะ ให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ซึ่งรัฐบาลและรัฐสภาสามารถร่วมกันดำเนินการได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงมีประเด็นน่าเคลือบแคลงสงสัย ว่าเป็นเพียงข้อที่ใช้บังหน้า เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราอื่นอีก

6) การเสนอแก้มาตรา 237 เป็นการล้มล้างอำนาจศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้ผู้ต้องคำพิพากษาสามารถอุทธรณ์คดีต่อไปได้อีก หรือ ข้อเสนอให้นำรัฐธรรมนูญ 40 กลับมาใช้แทนทั้งฉบับ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบยุติธรรมของประเทศอย่างรุนแรง อาจมีผลล้มล้างเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาล ตัดตอนคดีทุจริตโกงกินของนักการเมือง ล้มล้างการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ป.ป.ช. กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมือง และพวกพ้องที่มีคดีทุจริตโกงกินอยู่ ในกระบวนการยุติธรรม ชมรม ส.ส.ร.50 พิจารณาแล้วเห็นว่า มิได้สะท้อนถึงการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม ไม่สมประโยชน์สาธารณะ แต่ตอกย้ำถึงเจตนาที่จะแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง และพรรคพวก ส.ส.หรือ ส.ว.ที่เข้าร่วม อาจถูกดำเนินการถอดถอนจากตำแหน่ง

“สถานการณ์บ้านเมืองยังคงมีความขัดแย้งรุนแรง ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ที่ยังต้องการเสถียรภาพในประเทศ เพื่อความเชื่อมั่นและการฟื้นตัว ชมรม ส.ส.ร. 50 เห็นว่า ควรชะลอการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ก่อน เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ในสังคม มีโอกาสแก้ไขปัญหาอันกระทบกับชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยไม่ติดขัดหรือชะงักงันด้วยวิกฤตความขัดแย้งรอบใหม่”

ไทยรัฐออนไลน์