นับเป็นความตั้งใจของ สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ที่ต้องการเผยแพร่พระราชกรณียกิจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นรับรู้กันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเพื่อชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต และปฏิบัติตนให้แก่ประชาชนทุกระดับ
ดังนั้น กิจกรรมการพาสื่อมวลชนจากส่วนกลาง เดินทางมาชมสถานที่และพบปะบุคคลที่ได้ลงมือปฏิบัติตามแนว ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดพาชมพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯ ในจังหวัดอ่างทอง ลพบุรี และสระบุรี ด้วยระยะเวลาสองวันกับหนึ่งคืน เพื่อให้เห็นว่าทำแล้วได้ผลจริงอย่างไร พร้อมเปิดกว้างในทุกที่ที่ไปให้ทุกคนได้มาเยือนในรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ที่เริ่มจาก โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในตำบลสีบัวทอง อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีการเยี่ยมชมพื้นที่ภายในโครงการ พร้อมอาหารว่างที่ทำมาจากผลิตผลภายในโครงการ แต่ที่ได้รับความสนใจจากผู้มาเยี่ยมมาเยือน หนีไม่พ้นไอศกรีมสีสันสดใส ที่ใช้ใบหม่อนมาเป็นส่วนผสม

ก่อนเข้าชมโครงการฯ ต้องฟังบรรยายสรุปจากท่านเจ้าอาวาสก่อน.
จากนั้นไปต่อที่ ม.6 ต.บ้านลำ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี ฟัง คุณเจริญ ผัดแก้ว ชาวบ้านที่น้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติใช้จนประสบความสำเร็จ ได้รับรางวัลและเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนทั่วไป จากการประกวดผลงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครั้งที่ 1 ซึ่งแม้การศึกษาไม่สูง แต่ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่าง คุณเจริญ กลับมีความคิดที่พลิกจากจุดเล็กๆ เมื่อครั้งยังทำงานรับจ้างอยู่ในเมืองกรุง ต้องซื้อมะนาวลูกละ 8 บาท มาปรุงอาหาร ซึ่งสำหรับคนหาเช้ากินค่ำแล้ว ถือว่าแพงเอาการ จึงกลายเป็นการจุดประกายขึ้นในใจว่า หากได้กลับมาอยู่บ้าน ก็จะต้องปลูกมะนาวให้ได้ และก็ได้ปลูกสมกับที่ตั้งใจ ซึ่งจากมะนาว ก็ขยับขยายมามีพริก มีต้นหอม ผักชี จนกลายเป็นแปลงผักสวนครัว เมื่อเพิ่มพูนทุกวัน เพราะปลูกทุกวัน จากที่เคยต้องซื้อเขา ก็ไม่ต้อง และเมื่อเหลือก็นำไปขาย เป็นรายได้กลับมา จนได้บทสรุปเป็นข้อคิดแก่ผู้มาเยือนว่า....

ความงามของธรรมชาติที่ไม่ต้องปรุงแต่ง และอยู่ไม่ไกลจากวัดมงคลชัยพัฒนาฯ.
"เมื่อทำจริงแล้วก็ได้กับตัวเราเอง...รวมถึงต้องประหยัดควบคู่กันไปด้วย ไม่ใช่กินจนไม่มีเก็บ หรือเก็บจนไม่มีกิน ทุกอย่างจึงอยู่ได้เพราะคำว่า พอเพียงจริงๆ แล้วเมื่อนั้นความสุขจะมาเยือน"
วันที่สองของการเดินทาง จุดหลักคือ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่นอกจากเป็นเขื่อนกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว ปัจจุบันเขื่อนแห่งนี้ยังกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดลพบุรี ที่มีการปรับภูมิทัศน์ภายในเขื่อนให้ดูดี เหมาะแก่การเดินทางมาพักผ่อนได้ไม่ยาก เพราะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไม่มากนัก

ไอศกรีมสีสวย ผลพลอยได้จากการประยุกต์สมุนไพรใกล้ตัวมาเป็นเมนูอร่อย.
แล้วมาส่งท้ายที่ วัดมงคลชัยพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลเขาดินพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี ความสำคัญของพื้นที่นี้ ก็คือเป็น จุดเริ่มต้นของการทำเกษตรแนวทฤษฎีใหม่ ที่ทำให้ คุณนฤมล ปาลวัฒน์ รอง ผวจ.สระบุรี บอกว่า หลังลงมาทำ SWAT แล้วพบว่าปัจจุบันจำนวนเกษตรกรในโครงการลดลงไปเกือบครึ่งหนึ่ง เพราะลูกหลานเกษตรกรหันไปทำอาชีพอื่นกันมากขึ้น เนื่องจากสินค้าเกษตรที่ผลิตออกมา หาที่ขายไม่ได้ หรือขายไม่ได้ราคา แต่ในพื้นที่นี้ก็มีจุดแข็ง คือ ทุกคนรับรู้ว่า หากจะดูต้นแบบของเกษตรทฤษฎีใหม่ ต้องมาดูที่สระบุรี เพราะยังมีแปลงนา สระน้ำให้ดูอยู่ ดังนั้น จึงตั้งเป้าให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัด ด้วยการยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับประชาชนโดยทั่วไป ให้ได้เข้ามาเรียนรู้ถึงแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องทฤษฎีใหม่ ไปพร้อมๆ กับส่งเสริมให้เกษตรกรมีส่วนร่วมในการนำชม และอธิบายเรื่องทฤษฎีใหม่ ขณะเดียวกัน ก็เติมแรงจูงใจให้เกษตรกรกลุ่มที่เหลืออยู่นี้ ดำรงอยู่ได้ ด้วยการส่งเสริมให้มีจุดขายผลิตผลภายในพื้นที่

สภาพในเขื่อนป่าสักฯ ที่ได้รับการปรับภูมิทัศน์จนสวยงาม เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้ด้วย นอกเหนือวัตถุประสงค์หลักในการกักเก็บน้ำเพื่อการเกษตร.
ชาวบ้านที่ยังอยู่ในโครงการ และยังคงสืบทอดอาชีพทำนาจากรุ่นสู่รุ่น.
ถือเป็นแนวคิดขจัดปัญหาที่ครบด้าน ในสภาพพื้นที่ที่อาจไม่เอื้อให้เข้ามาพัก แต่สามารถผ่านมาแวะชมได้ตลอดเวลา.
ความต่างที่เหมือนไม่ต่าง
เมื่อเอ่ยถึงการทำ เกษตรทฤษฎีใหม่ ที่คนทั่วไปมักรู้ก็คือ หากมีที่ดิน 15 ไร่ ก็ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ 30-30-30-10 อันประกอบด้วย ส่วนแรก พื้นที่สระน้ำ ซึ่งตามขนาดที่กำหนดไว้ในแปลงสาธิตคือ กว้าง 55 เมตร ยาว 71 เมตร ลึก 5 เมตร เพื่อนำน้ำมาใช้ในฤดูแล้ง นอกจากนี้ ยังไว้เลี้ยงปลา เพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง
ส่วนที่สอง พัฒนาเป็นแปลงนาข้าว โดยหลังฤดูเก็บเกี่ยว สามารถปรับสภาพดินเพื่อปลูกพืชไร่ พืชผักต่างๆ เช่น ข้าวโพดหวาน มะระ ถั่วเขียว เป็นต้น ส่วนที่สาม ทำการเกษตรอื่นๆ เช่น ปลูกพืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น และพืชสมุนไพร เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการนำไปบริโภคก็นำไปจำหน่าย และ ส่วนที่สี่ เป็นส่วนของที่อยู่อาศัย ถนนและเลี้ยงสัตว์ ตลอดจนการปลูกผักปลอดสารพิษเพื่อบริโภคในครัวเรือน และจำหน่ายเป็นการลดค่าใช้จ่ายและเสริมรายได้ในครัวเรือน

แต่พอมาเห็นแปลงต้นแบบที่วัดมงคลชัยพัฒนาฯ กลับพบว่า ยังมีอีกคำที่อาจทำคนฉงน นั่นคือ การทำเกษตรแบบผสมผสาน ที่ดูจะมีความต่างในความเหมือนกับ เกษตรทฤษฎีใหม่ อยู่เล็กน้อย หากไม่สังเกตหรือถามผู้รู้ อาจแยกกันไม่ออก แล้วจะงงว่า ทำไมชาวบ้านในละแวกวัดมงคลชัยพัฒนาฯ ถึงพากันละวางการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ เพราะจากจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการเริ่มแรกมีถึง 102 ราย แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 50 รายเท่านั้นที่ยังพอให้คนมาเยือนได้ศึกษาเรียนรู้ ด้วยเหตุผลง่ายๆ เมื่อที่นาตกทอดมาถึงรุ่นลูกหลาน ซึ่งมองการทำนาเป็นเรื่องเหนื่อยยาก จึงพากันละพื้นที่หันหน้าเข้าโรงงานซะเป็นส่วนใหญ่
แน่นอนหากมองแค่ ตัวเลข ก็น่าตกใจอยู่ แต่จริงๆแล้ว ท่านผู้รู้บอกว่า ถึงไม่ทำนา เขาก็หันมาทำสวนในรูปแบบของ เกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเน้นการปลูกพืชผัก ผลไม้ ฯลฯ แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือ สระน้ำ เพราะคนทำเกษตรรู้ดีว่าน้ำ คือหัวใจของทุกสรรพสิ่ง แต่บางที่ก็อาจไม่มีนาข้าวหรือสระน้ำ เพราะปัจจุบันระบบชลประทานเข้าถึง นี่แหละจึงกลายเป็น ความต่างที่ดู
เหมือนไม่ต่าง ระหว่างกัน ด้วยประการฉะนี้แล.
ไทยรัฐออนไลน์