แฉ! สธ.ปล่อย ขรก.เป็นหวัดให้มาทำงานตามปกติ จวกรัฐแก้ปัญหาปลายเหตุ




นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข แฉ! สธ.งามหน้า ข้าราชการเป็นหวัดอยู่ใต้จมูก แต่ปล่อยให้มาทำงานปกติ เมินมติ ครม.ให้หยุดอยู่บ้าน ป่วนผู้ร่วมงานต้องใส่หน้ากากอนามัยทั้งชั้น จวกมาตรการคุมหวัดใหญ่ 2009 ไม่ชัดเจน ไม่ตรงจุด ละเลยส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคแต่กลับทุ่มซื้อยา-วัคซีนตุนทั้งที่เป็นเรื่องปลายเหตุ ชง 4 ข้อเสนอแก้ปัญหา


วานนี้ (2 ส.ค.) นายไพศาล บางชวด นายกสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ซึ่งมีสมาชิกประกอบด้วย บุคลากรวิชาชีพสาธารณสุข 40,000 กว่าคน ปฏิบัติงานในสถานีอนามัยกว่า 9,800 แห่ง และเป็นผู้ดูแล อสม. 980,000 คน ทั่วประเทศ เห็นว่า สาเหตุสำคัญในการที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องมาจากยุทธศาสตร์ในการควบคุมและป้องกันโรคไม่ชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกของการพบว่ามีการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญ โดยรัฐให้น้ำหนักกับการควบคุมและป้องกันโรคน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เห็นได้จากข้อมูลหรือข้อความที่มีการสื่อสารออกมาสู่สังคม โดยไปเน้นในจุดที่ไม่ตรงประเด็น และสร้างความสับสนให้กับสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสวมหน้ากากอนามัย ที่ดูเหมือนจะมีความสับสนอย่างยิ่ง เพราะเป็นการไปเบี่ยงเบนประเด็นสร้างความเข้าใจผิด ทำให้ประชาชนต้องสิ้นเปลืองหาซื้อหน้ากากอนามัยมาใส่กันอย่างกว้างขวาง

นายไพศาล กล่าวต่อว่า ประเด็นสำคัญของการควบคุมโรคไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดและตรงจุด คือ การให้คนที่ป่วย หรือมีอาการสงสัยว่าจะป่วยให้อยู่บ้านเพื่อดูอาการ 5-7 วัน ซึ่ง ครม.ก็มีมติให้หยุดได้โดยไม่ถือเป็นวันลา กลับไม่ได้รับการเน้นย้ำเท่าที่ควร และไม่ใช่ประเด็นหลักในการรณรงค์ ทำให้มีผลอย่างมากในการแพร่ระบาด เพราะการที่ผู้ป่วยออกมาใช้ชีวิต หรือมาร่วมทำกิจกรรมกับคนทั่วไปตามที่ชุมชนก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคแพร่ระบาดไปอย่างกว้างขวางรวดเร็วจนน่าตกใจ แม้ภายหลังจะมีการให้ความสำคัญและเน้นในประเด็นนี้มากขึ้น หากไม่มากเท่ากับการรณรงค์ให้ใส่หน้ากากอนามัย

“เมื่อประมาณวันที่ 30-31 ก.ค.ที่ผ่านมา ผมเข้าไปประชุมที่กระทรวงฯมีข้าราชการสังกัดสำนักงานหนึ่งใน สธ.2-3 ราย เดินเข้ามาบอกว่าให้ไปดูที่ชั้น 3 ของตึกหนึ่งภายในกระทรวงสาธารณสุข เพราะเจ้าหน้าที่และข้าราชการต้องใส่หน้ากากอนามัยกันทั้งชั้น เนื่องจากมีแพทย์ป่วยเป็นไข้หวัด ยังไม่ยอมหยุดพักอยู่บ้านแต่กลับมาทำงานตามปกติ เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อให้แก่ผู้ร่วมงานในสำนักงานเป็นอย่างมาก เป็นการสะท้อนว่าแม้แต่บุคลากรของ สธ.บางคนยังขาดจิตสำนึกและไม่ตระหนักในเรื่องนี้ เท่ากับว่ามาตรการนี้ยังไม่ได้รับการปฏิบัติตามทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ"นายไพศาล กล่าว


จวกรัฐทุ่มงบเพื่อรักษา-ซื้อวัคซีนแก้ปลายเหตุ


นายไพศาล กล่าวต่อว่า คำขวัญ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ซึ่งแม้จะเป็นการรณรงค์ให้คนไทยมีสุขอนามัยที่ดี แต่ก็ไม่ได้เป็นการรณรงค์ที่ต้นเหตุของปัญหา เพราะหากผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ แต่ไปนั่งทานอาหาร่วมวงกับคนที่ไม่ป่วย ก็สามารถแพร่เชื้อได้เช่นกัน และหากย้อนกลับไปดูเรื่องงบประมาณที่รัฐทุ่มเทลงไปในการต่อสู้กับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าให้น้ำหนักไปกับเรื่องการรักษา ด้วยการจัดซื้อยาและวัคซีนมากเป็นพิเศษ ทั้งที่เป็นประเด็นปลายเหตุ ไม่ใช่เป็นการป้องกันโรคแต่อย่างใด

นายไพศาล กล่าวอีกว่า สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข ได้เล็งเห็นถึงความตั้งใจ และเอาจริงเอาจังของผู้บริหารสธ. ทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ ในการที่จะปรับกลยุทธ์ในการสู้กับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่อย่างเต็มกำลัง และเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอจากภาคส่วนต่างๆ ในฐานะที่สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข เป็นหนึ่งในประชาคมสาธารณสุข จึงขอเสนอ 4 ข้อเพื่อเสริมมาตรการของ สธ.ได้แก่ 1.เสนอรัฐบาลให้นำเรื่องการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมไทยเข้าร่วมควบคุม ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค โดยมีกระทรวงสาธารณสุขเป็นแกนกลาง

2.สธ.กำหนดบทบาทภารกิจของหน่วยงานในสังกัดให้ชัดเจน ไม่คลุมเครือ ทั้งในแนวราบและแนวดิ่งว่าแต่ละหน่วยงานมีภารกิจ ขอบเขตหน้าที่อะไรบ้างในการต่อสู้กับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เช่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ สถานีอนามัย อสม.ทั้งระบบการสั่งการ การกำกับติดตาม และการรายงานที่ชัดเจน รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ ที่เหมาะสมและจำเป็นแก่ทุกหน่วยงานอย่างเพียงพอ เพราะที่ผ่านมาในหลายพื้นที่มีปัญหาเรื่องการสั่งการที่ไม่ชัดเจน และติดขัดเรื่องงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถผลักดันนโยบายจากผู้บริหารสธ.ไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงได้

3.พิจารณาในเรื่องของการดูแลขวัญและกำลังใจเจ้าหน้าที่บุคลากรของ สธ.ตลอดจน อสม. ที่ร่วมปฏิบัติภารกิจนี้ ในกรณีที่อาจจะได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ในรูปแบบต่างๆ เช่น หากบุคลากรสาธารณสุขป่วยหรือเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 รัฐจะชดเชยค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่ให้อย่างไร จะเป็นแรงกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่โดยเฉพาะระดับพื้นที่มีแรงกระตุ้นในการทำงานมากขึ้น เพื่อเตรียมรับมือกับโรคนี้ที่จะแพร่ระบาดถึงระดับชุมชนในไม่ช้า และ 4.สมาคมจะนำข้อเสนอแนะและปัญหาจากพื้นที่ๆที่เป็นรูปธรรม เป็นเอกสารเพื่อนำเรียนผู้บริหารระดับสูง เพื่อพิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวต่อไป


“มาตรการส่วนใหญ่ที่กระทรวงสาธารณสุขกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ เป็นการแก้ไขเฉพาะเรื่องเฉพาะจุดซึ่งเป็นปลายเหตุ ทั้งที่ในวงการสาธารณสุขมีจุดแข็ง คือ การมีบุคลากรที่มีความรู้อย่างมากมาย ทั้งบุคลากรด้านการแพทย์ และบุคลากรด้านสาธารณสุขที่ฝังตัวอยู่ในชุมชนท้องถิ่น มีความใกล้ชิดกับชาวบ้าน แต่กลับไม่สามารถทำงานได้ตามบทบาทหน้าที่ที่ควรจะเป็น เนื่องจากงบประมาณและสิ่งสนับสนุนต่างๆ ไม่เอื้ออำนวยเท่าที่ควร องค์กร หรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองใหม่ บทบาทที่ควรจะเป็นหรือต้องทำคืออะไร โดยให้คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ โดยเฉพาะการมีสุขภาพที่ดี และการมีความมั่นคงทางสุขภาพอย่างยั่งยืน” นายไพศาล กล่าว

แพทยสภา ห่วงประชาชนแห่ฟ้องหมอคลินิก
น.อ.(พิเศษ.) นพ.อิทธิพร คณะเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า การกระจายยาลงคลินิกเอกชนไม่กังวลเรื่องการรักษาเพราะแพทย์มีมาตรฐาน และมีแนวทางการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อยู่แล้ว แต่เป็นห่วงในส่วนของประชาชน เพราะมีความรู้ ความเข้าใจโรคแตกต่างกัน และมีจำนวนมากที่ยังเข้าใจไม่ถูกต้อง ว่า หากไปรักษาที่คลินิกแล้วจะต้องได้รับยาต้านไวรัสทันที ซึ่งข้อเท็จจริงแล้ว หากไม่เป็นกลุ่มเสี่ยง ไม่มีอาการของโรค ก็จะไม่ได้รับยาต้านไวรัส ซึ่งจุดนี้อาจทำให้เกิดปัญหาได้

“แพทย์ จะต้องอธิบายทำความเข้าใจกับผู้ป่วยอย่างละเอียดว่าทำไมคนนี้ได้ยา คนนี้ไม่ได้ยา และผู้ป่วยที่ได้รับยาแพทย์ต้องอธิบายถึงผลข้างเคียงของยาที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะภูมิต้านทางแต่ละคนไม่เหมือนกัน และยาทุกชนิดมีความเสี่ยงอยู่แล้ว ซึ่งหากเกิดปัญหาความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดเกิดขึ้น อาจเป็นจุดที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยฟ้องร้องแพทย์ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก” น.อ.(พิเศษ) นพ.อิทธิพร กล่าว


เตือนคลินิกไม่ควรจ่ายยาให้เด็กเล็ก เน้นส่งต่อรพ.ทันที
น.อ.(พิเศษ) นพ.อิทธิพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเป็นห่วง เรื่องคลินิกจ่ายยาต้านไวรัสให้เด็กเล็ก จะต้องผ่านการะบวนการแบ่งยาเพื่อให้ได้ปริมาณยาที่เหมาะสมกับน้ำนัก และอายุของเด็ก ซึ่งไม่สามารถใช้การหักยา ตัด หรือแบ่งยาเหมือนกันยาทั่วไปอื่นๆ ได้ ต้องใช้เครื่องทำละลายตัวยาโดยเฉพาะ และผสมกับน้ำให้เด็กทาน ซึ่งในคลินิกจะไม่มีเครื่องละลายยา หรือไม่มีความเชี่ยวชาญพอ มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดพลาด และอาจทำให้เด็กได้รับอันตรายได้ ดังนั้น หากมีผู้ป่วยเด็กเล็กควรส่งต่อไปรักษาในโรงพยาบาลเด็กทันที

สธ.คาดคลินิกเอกชน ตจว.เข้าร่วมจ่ายยาต้านไวรัสไม่มาก
นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แพทย์ประจำคลินิกที่ผ่านการอบรม และประเมินว่า มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ เอช1เอ็น1 จะสามารถรับมือโรคไข้หวัดใหญ่ได้ เพราะเป็นโรคง่ายๆ ไม่ใช่โรคยากที่มีความซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น หากพบว่า ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงก็รีบส่งต่อไปยังโรงพยาบาล หรือหากให้ยาแล้ว 1 วัน อาการไม่ดีขึ้นจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลก็ต้องส่งต่อเช่นกัน รวมถึงการให้ยาต้านไวรัสในเด็กเล็กที่ต้องผสมยาและให้ยาตามน้ำหนักตัว ก็ต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอยู่แล้ว คงไม่มีคลินิกใดอยากเสี่ยงรักษาโรคแล้วเกิดการผิดพลาดรุนแรงตามมา

นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า ส่วนการกระจายยาไปยังต่างจังหวัดที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เรียบร้อยแล้ว โดยในวันที่ 3 ส.ค.สสจ.จะเริ่มหารือร่วมกับคลินิกในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่แน่ใจว่าจะเข้าร่วมโครงการ กับ สธ.หรือไม่ เนื่องจากคลินิกที่เข้าร่วมโครงการจะต้องดำเนินการตามมาตรการดำเนินงานที่คณะอนุกรรมการที่ปรึกษาวิชาการและยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้ง 8 ข้อ อย่างเคร่งครัด อีกทั้งคลินิกส่วนหนึ่งเป็นคลินิกเฉพาะทาง เช่น คลินิกโรคผิวหนัง ไม่มีความจำเป็นต้องรับรักษาโรคไข้หวัดใหญ่อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีคลินิกเข้าร่วมโครงการจำนวนมากน้อยเท่าใด แต่คาดว่าจะมีคลินิกที่เข้าร่วมโครงการฯไม่มาก


คลินิกไม่สนยาต้านไวรัส เหตุรักษาพลาดเสี่ยงถูกฟ้อง ส่งต่อ รพ.ปลอดภัยกว่า
ด้าน นางศิริกัญญา วงศ์สุริยะนันทร์ พยาบาลวิชาชีพ และผู้จัดการคลินิกเวชกรรมเรือพระร่วง สาขาปัฐวิกรณ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมโครงการรับยาต้านไวรัสหรือไม่ และไม่แน่ใจว่าที่คลินิกจำเป็นจะต้องมียาต้านไวรัสสำรองกรณีมีผู้ป่วยฉุกเฉินหรือไม่ เพราะปกติเมื่อมีผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายต้องสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทางคลินิกจะแนะนำให้ผู้ป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลทันทีอยู่แล้ว ซึ่งคลินิกมีผู้ป่วยมารักษา วันละ 130 คน ในจำนวนนี้ 80% เป็นผู้ป่วยไข้หวัด

น.ส.สาทิมน ศรีทองแท้ พยาบาลวิชาชีพ คลินิกอินทัช เมดิแคร์ กล่าวว่า มารับฟังข้อมูลและอบรมความรู้ แต่ทางคลินิกยังไม่ได้ส่งใบสมัครเข้าร่วมโครงการรับยาต้านไวรัส เนื่องจากเป็นตัวแทนมาเข้าร่วมประชุม จึงต้องกลับไปหารือและตัดสินใจกันอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คลินิก เป็นเครือข่ายโครงการคลินิกอบอุ่นของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่แล้ว อาจจะต้องหารือกันอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารับยาซ้ำซ้อน และหากเข้าร่วมโครงการก็สามารถส่งแฟ็กซ์ใบสมัครเข้าร่วมโครงการภายหลังได้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหญ่ 2009 ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจเข้ามารับบริการที่คลินิก ซึ่งทางคลินิกให้การบริการดูแลผู้ป่วยและให้คำแนะนำเบื้องต้น จากนั้นส่งต่อไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิของผู้ป่วย เมื่ออาการผู้ป่วยดีขึ้น คลินิกจะเป็นผู้ติดตามอาการป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งคาดว่า คลินิกน่าจะตัดสินใจรับยาโอเซลทามิเวียร์สำรองไว้ตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อให้ยาผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วทันท่วงที

แพทย์เจ้าของคลินิก รายหนึ่ง กล่าวว่า ปฏิเสธไม่เข้าร่วมรับยาต้านไวรัส เพราะไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องไวรัส และยาต้านไวรัส จึงไม่ต้องการเพิ่มความเสี่ยงในการรักษาผู้ป่วย หากเกิดความผิดพลาด เพราะโรคนี้ถือเป็นโรคระบาดใหม่ ประกอบกับตนเป็นสูตินรีแพทย์ และเกษียณอายุราชการมา 5-6 ปีแล้ว จึงไม่มีความเชี่ยวชาญโรคนี้ อย่างไรก็ตาม ที่คลินิกมีผู้ป่วยไข้หวัดมารักษา วันละ 2-3 คนเท่านั้น ซึ่งหากมีผู้ป่วยอาการหนัก ก็จะแนะนำให้ส่งต่อไปโรงพยาบาลทันที



ที่มา ผู้จัดการ